PQS เร่งเดินหน้าพัฒนา Low Carbon Starch ป้อนอุตสาหกรรมอาหาร และสุขภาพ
PQS เร่งเดินหน้าพัฒนา Low Carbon Starch ป้อนอุตสาหกรรมอาหาร และสุขภาพ
มั่นใจอยู่ใน Mega Trend โอกาสการเติบโตสูง กระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังเป็นบวก
บริษัท พรีเมียร์ควอลิตี้สตาร์ช จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) บริษัทรายงานผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้รวม 2,003.1 ล้านบาท ลดลง 746.2 ล้านบาท หรือ 27.1% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันด้านราคาของอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อหลัก ได้ทยอยลดการพึ่งพาแป้งมันสำปะหลังจากไทย ส่งผลให้ระดับราคาตลาดปรับตัวลดลง ขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย เพื่อรับมือกับภาวะดังกล่าว บริษัทได้เร่งดำเนินมาตรการบริหารต้นทุนและปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์
โดยเพิ่มสัดส่วนสินค้าแป้งมันสำปะหลังดัดแปรที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และลดการพึ่งพาตลาด commodity พร้อมกันนี้ ภายใต้กรอบ PQS Model ซึ่งมุ่งบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ต้นน้ำ ควบคุมคุณภาพและจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมเกษตรกรภายใต้โครงการ Zero CMD เพื่อยกระดับผลผลิตต่อไร่และเสถียรภาพของวัตถุดิบ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตด้วยการผสานเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพและพลังงานแสงอาทิตย์
นายรัฐวิรุฬห์ ชาญจึงถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า บริษัทเชื่อมั่นว่าแป้งมันสำปะหลังยังคงมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพในระยะยาว และจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจเมื่อภาวะตลาดกลับเข้าสู่สมดุล จากทิศทางดังกล่าว บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Low-Carbon Starch เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความยั่งยืนในระดับสากล
ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อการตัดสินใจจัดซื้อของลูกค้า ผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังคาร์บอนต่ำของ PQS จึงไม่เพียงตอบโจทย์ด้านคุณภาพและความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ แต่ยังช่วยสนับสนุนคู่ค้าในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลกในการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 (Scope 3) ของตนเอง และสะท้อนการยกระดับการแข่งขันจากด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้านคุณค่า (Value-Based Competition) อย่างแท้จริง
แม้ผลการดำเนินงานสุทธิจะถูกแรงกดดันด้านรายได้และอัตรากำไร บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก 152.7 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการบริหารเงินทุนหมุนเวียนและควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องการรักษากระแสเงินสดเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในบริษัท จึงงดการจ่ายปันผลจากผลประกอบการครึ่งปีหลัง ส่งผลให้บริษัทจ่ายปันผล 1 ครั้งจากผลประกอบการในปี 2568 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 20.1 ล้านบาท ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 2,808.4 ล้านบาท หนี้สินรวม 793.6 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 2,014.8 ล้านบาท โดยมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย 698.9 ล้านบาท และเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดปลายงวด 299.4 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนฐานะการเงินที่ยังมั่นคง













