หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
Asia Plus Group Holdingบล.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน
 
กลยุทธ์การลงทุน
ความร้อนแรงของ Trade War ที่กำลังจะขยายวงไปสู่ Tech War สร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจ และน่าจะนำไปสู่การใช้มาตรการต่างๆ พื่อกระตุ้นภาคเศรษฐกิจในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงินหรือการคลัง ภาวะดังกล่าวทำให้ Fund Flow ยังไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย คาด SET Index อยู่ภายใต้แนวต้านบริเวณ 1630–1650 จุด เลือกหุ้นที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ได้แก่ FPT (FV@B20.30) และ EASTW (FV@B13.50)                    
 
ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย … SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดวัน
วานนี้ ตลาดหุ้นไทยเปิดโดด 6 จุด ก่อนที่จะค่อยๆปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดวัน จนทำให้ปิดที่ระดับ 1626.91 จุด เพิ่มขึ้น 16.42 จุด (+1.02%) มูลค่าการซื้อขาย 5.09 หมื่นล้านบาท โดยหุ้นกลุ่มที่หนุนตลาด คือ กลุ่มพลังงาน เช่น EA(+3.50%) PTT(+0.54%) PTTEP(+0.38%) กลุ่มค้าปลีก เช่น BEAUTY(+1.07%) CPALL(+2.62%) HMPRO(+1.82%) กลุ่ม ธ.พ. เช่น BBL(+0.50%) SCB(+2.83%) KBANK(+0.53%)  รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่เช่น SCC(+2.17%) CPF(+1.87%) และ CPN(+2.74%)    
การชะลอตัวของปริมาณการค้าโลก ส่งผลกระทบต่ออัตรการเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลก ขณะที่สถานการณ์ในเรื่องของสงครามการค้า หรือ Trade War ที่เป็นต้นเหตุของเรื่องดังกล่าวอยู่ในภาวะที่ร้อนแรงขึ้น และขยายตัวเข้าไปในกลุ่มสินค้าประเภทเทคโนโลยีจนเริ่มเห็นแนวโน้มชัดเจนมากขึ้นว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของ Tech War ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้ภาพรวมการใช้นโยบายการเงินของหลายประเทศออกมาในเชิงผ่อนคลาย โดยเริ่มเห็นการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ Fund Flow ยังมีทิศทางที่ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งก็หมายความว่ายังไม่น่าจะเห็นเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาสู่ตลาดหุ้นในช่วงเวลานี้ ประเมินว่า SET Index น่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1610 – 1630 จุด กลยุทธ์การลงทุนในช่วงเวลานี้ให้หลีกเลี่ยงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ เช่น กลุ่มส่งออก กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี รวมถึง กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเทคโนโลยี แต่ควรให้น้ำหนักมากขึ้นในหุ้น Domestic Play ที่น่าจะได้ประโยชน์จากสถานการณ์ เช่นกลุ่มนิคมฯ ที่มีตัวเลือกทั้ง FPT, WHA และ AMATA นอกจากนี้ยังมีหุ้นที่ให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน อย่าง EASTW
ดอกเบี้ยสหรัฐเข้าใกล้ขาลง…. Trade war สู่ Tech war 
รายงาน Fed Minute เผยว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่มองว่าดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบัน (ล่าสุด 2.5%) ยังมีความเหมาะสมต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน โดยตลาดตีความว่า Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยในอนาคต สะท้อนจากผลสำรวจของ Bloomberg คาดโอกาสลดดอกเบี้ยปลายปีเพิ่มขึ้นอยู่ที่  70.2% จาก 53.3% ในช่วงต้นเดือน พ.ค. 
ขณะที่สงครามการค้าสหรัฐและจีนเริ่มร้อนแรงขึ้น  หลังจากกลางปี  2561-ปัจจุบัน ทั้ง 2 ฝั่งตอบโต้กันผ่านการขึ้นภาษีนำเข้า (Tariff)  3 รอบ 25% และล่าสุด 15 พ.ค. สหรัฐเปิดศึกกีดกันจีนที่ไม่ใช่ภาษี(Non tariff) คือ ประกาศรายชื่อบริษัทที่เข้าข่ายบัญชีเฝ้าระวัง (Entity List)  จะทำให้บริษัทที่มีรายชื่อใน Entity List ไม่สามารถซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทในสหรัฐได้  เริ่มตั้งแต่ Huawei (ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมอันดับ 1 ของโลกสัญชาติจีน)  ล่าสุด สหรัฐขยายระยะเวลาออกให้  90 วัน หรือถึงวันที่ 19 ส.ค. 2562 อ่านรายละเอียดเพิ่มใน New plus กลุ่ม ICT วันที่ 21 พ.ค.  แต่ล่าสุด บริษัท ARM (ผู้ให้ใบอนุญาตพัฒนาชิปเซ็ทรายใหญ่ของโลก) ประกาศหยุดทำธุรกิจร่วมกับ Huawei โดยมีผลทันทีวันนี้ จะทำให้ Huawei ไม่สามารถพัฒนาและใช้ชิปของ ARM ต่อได้ 
และล่าสุด กีดกันบริษัทจีนเพิ่มคือ ธุรกิจโดรน (บริษัท DJI ผู้ผลิตและพัฒนาโดรนสัญชาติจีน ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดราว 70% ในตลาดโลก ขณะที่ไทย ส่วนใหญ่ผู้ประกอบมีการผลิตชิ้นส่วนน้อยมาก คาดกระทบจำกัด) และธุรกิจกล้องวงจรปิด   หลักๆ คือ (บริษัท Hikvision มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ราว 38%ในตลาดโลก  และอีก 4 บริษัท อาทิ บริษัทต้าหัว ขณะที่ไทย กระทบกับบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายในไทยคือ SIS ซึ่งมียอดขายกล้องวงจรปิดติด 1 ใน 10 สินค้าที่ขาย) โดยรวมแนะนำหลีกเลี่ยงลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับตัวแทนจำหน่ายมือถือ, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
โดยภาพรวมวัฎจักรดอกเบี้ยสหรัฐที่เข้าสู่ขาลง และความกังวลจากสงครามการค้าที่ร้อนแรงขึ้น ทำให้ Fund Flow ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะตราสารหนี้ เห็นได้จาก Bond Yield 10 ปี ของสหรัฐ ล่าสุดปรับลงแรงเหลือ 2.38% เทียบกับ 2.43% ในวันก่อน ต่ำกว่า Bond Yield 10 ปี ของไทยที่ 2.46% ส่งผลให้ Fund Flow มีแนวโน้มย้ายออกจากสหรัฐ เข้ามายังตราสารหนี้ไทยเพิ่มขึ้น 
สต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นต่อสัปดาห์ที่ 2 กดดันราคาน้ำมัน
สำนักสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) รายงานสต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นต่อสัปดาห์ที่ 2 ราว 4.74 ล้านบาร์เรล (ตลาดคาดลดลง 6 หมื่นบาร์เรล) และความกังวลจากสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกวานนี้ปรับตัวลดลงราว 2%
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประเด็นดังกล่าวจะถูกหักล้างจากความคาดหวังว่า Supply น้ำมันที่จะหายไปจากประเด็นความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และการควบคุมกำลังการผลิตที่ยังเป็นไปตามแผน ล่าสุด เดือน เม.ย. กำลังการผลิตกลุ่ม OPEC อยู่ที่ 30.3 ล้านบาร์เรล/วัน  ยังเป็นไปตามข้อตกลงข้อตกลง OPEC และ Non OPEC  ทำสัญญาล่าสุด ธ.ค. 2561 จะตัดลดการผลิตถึงกลางปี 2562 ที่ 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน)  และคาดว่าจะยืดระยะเวลาในควบคุมการผลิตน้ำมันต่อไป จากเดิมที่กำหนดไว้กลางปี 2562 เป็นสิ้นปี 2562 ซึ่งให้น้ำหนักการประชุม OPEC วันที่ 25-26 มิ.ย. 2562 ที่กรุงเวียนนา 
สอดรับกับความต้องการใช้น้ำมันที่ชะลอลงจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีนที่ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง  โดยรวมราคาน้ำมันดูไบ ล่าสุดอยู่ที่ 67.68 เหรียญต่อบาร์เรล (เฉลี่ยนับตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 65.12 เหรียญ) ใกล้เคียงกับสมมติฐาน ASPS ที่กำหนดไว้ 65 เหรียญ ในปี 2562 และ 70 เหรียญฯนับจากปี 2563 เป็นต้นไป 
ส่งออกไทย เม.ย. หดตัว 2.6% จากสงครามการค้า 
ยอดส่งออกไทย เดือน เม.ย. 2562 หดตัว 2.57%yoy (หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2) ที่ 1.86 หมื่นล้านเหรียญ (หน่วยบาทหดตัว 1.1%yoy) ส่งผลให้การส่งออกงวด 4M62 หดตัวเฉลี่ย 1.86%yoy เนื่องจากเดือนนี้วันหยุดเยอะ และผลกระทบจากสงครามการค้า เห็นได้จากตลาดส่งออกหลักๆยังชะลอตัว โดยเฉพาะจีน (อันดับ 1 ราว 12%ของตลาดทั้งหมด) หดตัว 5% (หดตัวต่อเนื่องเดือนที่ 6), ยุโรปหดตัว 5.2% (หดตัวต่อเนื่องเดือนที่ 7), ออสเตรเลียหดตัว 2.8% (หดตัวต่อเนื่องเดือนที่ 6) เป็นต้น ยกเว้นสหรัฐ, มาเลเซีย, เวียดนาม, อินเดียที่ขยายตัวได้ดี    และพิจารณาสินค้าส่งออก พบว่าสินค้าสำคัญยังหดตัว หลักๆ คือ รถยนต์และส่วนประกอบ (สินค้าส่งออกอันดับ 1 ราว 11.5%) หดตัว 4% คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ หดตัวเป็นเดือนที่ 7 ราว 10.6%, เคมีภัณฑ์หดตัวเดือนที่ 4 ราว 2.8%, แผงวงจรไฟฟ้าหดตัวเดือนที่ 3 ขณะที่นำเข้าในเดือนเดียวกัน หดตัวราว 0.72% (หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2) ที่ 2 หมื่นล้านเหรียญ (หน่วยบาทขยายตัว 0.7%yoy) ส่งผลให้การนำเข้างวด 4M62 หดตัวเฉลี่ย 1.08%yoy ทำให้ดุลการค้าเดือน เม.ย. ขาดดุล 1.46 พันล้านเหรียญ
แนวโน้มส่งออกปี  2562  ASPS  คาดขยายตัว 0.5% ชะลอจาก 6.7%  โดยในช่วงที่เหลือของอีก 8 เดือน(พ.ค.-ธ.ค.)  หากจะให้โตตามที่คาด  มูลค่าส่งออกเฉลี่ยอย่างน้อยควรอยู่ที่   2.15 หมื่นล้านเหรียญ/เดือน  (แต่เฉลี่ย 4M2562 เฉลี่ย 2 หมื่นล้านเหรียญฯ รายละเอียดดังตาราง) โดย ASPS มองว่ามีโอกาสเป็นไปได้ยาก เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว   จากสงครามการค้าสหรัฐและจีนที่ยืดเยื้อ ทำให้การผลักดันการส่งออกเป็นไปได้ยาก เบื้องต้นคาดส่งออกมีโอกาสต่ำกว่าคาดและจะกระทบต่อ GDP Growth โดยอยู่ในช่วงทบทวนประมาณการ 
 
ที่มา :  ASPS 
 
โดยแนวโน้มเศรฐกิจไทยที่มีโอกาสชะลอตัวจากดังกล่าว เชื่อว่าปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะมาจาก การลงทุนภาคเอกชน จากต่างชาติโดยเฉพาะจีนย้านฐานการผลิตเข้ามาไทย และการบริโภคในประเทศ (C) ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลปัจจุบัน – ใหม่จะเดินหน้ากระตุ้นการบริโภคครัวเรือน เช่น ต่อยอดโครงการบัตรสวัสดิการให้ครอบคลุม,  การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 400-425 บาท/วัน จากปัจจุบันอยู่ที่  330บาท , มาตรการลดภาษีนิติบุคคล และบุคคลธรรมดาลงอีก  10% ทุกระดับขั้นเป็นผลดีต่อหุ้นในค้าปลีก  ROBINS(FV@B70),  BJC(FV@B61)
เงินทุนต่างชาติส่วนใหญไหลออกจากหุ้น Global เข้า Domestic
ปัจจัยภายนอกยังรุมเร้ากดดันให้วานนี้ต่างชาติขายหุ้นในภูมิภาคต่อเนื่องเป็นวันที่ 11 อีก 375 ล้านเหรียญ และเป็นการขายสุทธิ 3 ประเทศ คือ ไต้หวัน 385 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 11), ฟิลิปปินส์ 67 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 13) และเกาหลีใต้ 43 ล้านเหรียญ (หลังจากซื้อสุทธิเพียง 1 วัน) ส่วนตลาดหุ้นที่เหลืออีก 2 ประเทศถูกซื้อสุทธิ คือ อินโดนีเซียถูกซื้อสุทธิ 48 ล้านเหรียญ (สลับมาซื้อสุทธิเป็นวันแรก) และไทยที่ต่างชาติซื้อสุทธิอีก 71 ล้านเหรียญ หรือ 2.26 พันล้านบาท (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 2)
ข้อมูลแสดงเงินทุนต่างชาติไหลเข้าออกรายเดือนของแต่ละประเทศในภูมิภาค
 
อย่างไรก็ตามประเด็นสงครามที่ยืดเยื้อยังกดดันให้ต่างชาติขายหุ้นไทยตลอดทั้งเดือน พ.ค. กว่า 1.28 หมื่นล้านบาท (mtd) และหากพิจารณาหุ้นที่ถูกซื้อขายจากต่างชาติผ่านกระดาน NVDR พบว่า ส่วนใหญ่ต่างชาติเคลื่อนย้ายเม็ดเงินจากหุ้น Global มาเข้าหุ้น Domestic มากขึ้น สังเกตได้จากหุ้นที่ถูกซื้อขายผ่านกระดาน NVDR มากสุดและน้อยสุดในเดือน พ.ค. 62 (mtd) 5 อันดับแรก มีดังนี้
 
ดังนั้นช่วงที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกสูง การหลบเข้ามาลงทุนในหุ้น Domestic ที่มี Fund Flow คอยสนับสนุนถือเป็นกลยุทธ์ที่ดีและเหมาะสมในช่วงนี้
 
เสริมเกราะป้องกันสงครามการค้า ด้วยหุ้น Domestic ปันผลสูง EASTW FPT
ประเด็น Trade War กลับมาร้อนแรงมากขึ้น และกำลังนำไปสู่ Tech War โดยล่าสุดสหรัฐเล็งขึ้นบัญชีดำบริษัทจำหน่ายกล้องวงจรปิดรายใหญ่ของจีน รวมถึงบริษัท ARM ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิออกแบบชิปเซ็ตรายใหญ่ของโลก ออกมาระงับการทำธุรกิจกับ บริษัท Huawei ขณะที่อัตราดอกเบี้ยโลกเริ่มเห็นขาลงชัดเจนขึ้น และกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี ลดลงต่ำสุดในรอบสัปดาห์
ส่วนในประเทศคาดหวังการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทั้งการบริโภคในประเทศและการลงทุนภาครัฐ-เอกชน รวมถึงยังมีประเด็นเก็บภาษีในอัตรา 15% จากผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 90 วัน หลังประกาศลงในราชกิจานุเบกษาในวันที่ 22 พ.ค. 62 โดยจากการศึกษาเงินลงทุนกองทุนรวมทั้งหมดในประเทศไทย พบว่า ณ สิ้นปี 2561 มีกองทุนรวมที่ถูกบริหารจาก บลจ.ทั้งหมด 1649 กองทุน มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวม 5.06 ล้านล้านบาท และเงินลงทุนหลักๆ อยู่ในกองทุนตราสารหนี้มากสุด คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 50% ของเงินลงทุนทั้งหมด หรือมีมูลค่ากว่า 2.51 ล้านล้านบาท แม้ประเด็นนี้จะสร้าง Sentiment เชิงลบให้กับกองทุนตราสารหนี้พอสมควร และน่าจะหนุนให้เม็ดเงินลงทุนถูกโอนถ่ายจากตลาดตราสารหนี้มายังตลาดหุ้นมากขึ้น โดยเฉพาะกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน, อสังหาฯ และหุ้นปันผลสูง
ประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ชี้นำให้หุ้น Domestic ปันผลสูง มีความน่าดึงดูดในการลงทุนมากขึ้น โดยฝ่ายวิจัยฯ ยังชื่นชอบและแนะนำ 2 กลยุทธ์การลงทุน 
1. แนะนำลงทุนหุ้น Domestic ปันผลสูง โดยฝ่ายวิจัยฯคัดเลือกหุ้นที่น่าลงทุนให้ 8 บริษัท ดังนี้
 
2.    หุ้นนิคมฯที่น่าจะได้ประโยชน์จากประเด็นสงครามการค้าจีน-สหรัฐ เนื่องจากการตั้งกำแพงภาษีจากสหรัฐและจีน ส่งผลให้บริษัทมีโอกาสย้ายฐานการผลิตมายังไทยมากขึ้น อีกทั้งยังมีโครงการ EEC ช่วยสนับสนุนสิทธิประโยชน์ รวมถึงมีความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานรองรับได้หลากหลายอุตสาหกรรม โดยมีหุ้นนิคมที่แนะนำดังนี้
 
Top picks เลือก EASTW (FV@B13.5) หุ้นสาธารณูปโภค ปันผลสูงกว่า 4% ต่อปี ระยะสั้นยังได้รับผลบวกจากปรากฏการณ์เอลนีโญ หนุนให้ปริมาณขายน้ำดิบเพิ่มขึ้นต่อในงวด 2Q62 
และหุ้น Domestic อย่าง FPT (FV@B20.3) มีการขยายฐานธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ขณะที่ฐานกำไรจะขยายตัวโดดเด่นตั้งแต่ 2H62 จากการร่วมมือกับ Partner ต่างชาติ 2 ราย (Misui Fudosan, บริษัท PBA) คาดหวังการนำ Robot เข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่ออัตราค่าบริการและอัตรากำไร รวมถึงแผนขายทรัพย์สินมูลค่าราว 640 ล้านบาท เข้ากอง FTREIT ใน 4Q62 (ก.ค.-ก.ย. 62) ซึ่งให้ Gross Margin สูงถึง 80% คาดกำไรปี 2562 เป็น 1.25 พันล้านบาท เติบโต 89.6%YoY (ยังไม่รวม GOLD) ทั้งนี้เมื่อรวมมูลค่าเพิ่มบนหุ้น GOLD อีก 1.14 บาท จะเพิ่มมูลค่าพื้นฐาน FPT ขึ้นเป็น 21.44 บาท
ภรณี ทองเย็น, CISA 
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน, ปัจจัยทางเทคนิค
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004146
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม, 
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน, ปัจจัยทางเทคนิค
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004132
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365
 ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 087636
 โยธิน ภูคงนิล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ
เจิดจรัส แก้วเกื้อ
   ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
วรรณพฤกษ์ โกมลวิทยาธร
ผู้ช่วยนักเศรษฐศาสตร์
ภวัต ภัทราพงศ์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!